Article

บทความ

เปรียบเทียบให้เห็นชัด ตรวจ NIPT กับห้องปฏิบัติการมาตรฐานสากล แตกต่างจากห้องปฏิบัติการทั่วไปอย่างไร?


ขั้นตอนสำคัญที่คุณหมอมักจะแนะนำในช่วงไตรมาสแรกก็คือการตรวจ NIPT (Non-Invasive Prenatal Testing) หรือการตรวจคัดกรองความผิดปกติของโครโมโซมทารกในครรภ์จากเลือดของคุณแม่ ซึ่งมีความแม่นยำสูงและปลอดภัยต่อทารกค่ะ
 
แต่เอ๊ะ... พอเริ่มหาข้อมูล คุณพ่อคุณแม่หลายท่านอาจจะเกิดคำถามว่า “ทำไมราคาและแพ็กเกจการตรวจ NIPT ของแต่ละที่ถึงต่างกันนัก?” หรือ “ส่งตรวจห้องปฏิบัติการมาตรฐานสากล กับห้องปฏิบัติการทั่วไป มันแตกต่างกันยังไงในเมื่อก็ตรวจ NIPT เหมือนกัน?”
 
วันนี้เราจะมาเจาะลึกและเปรียบเทียบให้เห็นกันชัด ๆ ค่ะว่า "ห้องปฏิบัติการมาตรฐานสากล" กับ "ห้องปฏิบัติการทั่วไป" แตกต่างกันอย่างไร เพื่อช่วยให้คุณพ่อคุณแม่เลือกสิ่งที่ดีที่สุดและคุ้มค่าที่สุดให้กับลูกน้อยค่ะ
 
ทำไม "ห้องปฏิบัติการ" ถึงเป็นหัวใจสำคัญของการตรวจ NIPT?
 
การตรวจ NIPT ไม่ใช่แค่การเจาะเลือดแล้วใส่เครื่องอ่านผลทั่วไป แต่เป็นการตรวจวิเคราะห์ชิ้นส่วน DNA ของทารกที่ปนอยู่ในเลือดของคุณแม่ (Cell-free DNA หรือ cfDNA) กระบวนการนี้จึงต้องอาศัยเทคโนโลยีที่สูง ความเชี่ยวชาญของนักวิทยาศาสตร์ และระบบการควบคุมคุณภาพที่เข้มงวดที่สุด
 
หากห้องปฏิบัติการไม่มีมาตรฐานที่สูงพอ อาจส่งผลให้เกิดความผิดพลาด เช่น เกิดการปนเปื้อน เกิดการสลับสิ่งส่งตรวจ หรือเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ ที่ส่งผลให้ผลตรวจผิดพลาด หรือไม่สามารถรายงานผลตรวจได้ ซึ่งสร้างความวิตกกังวลใจให้คุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างมากค่ะ
 
เปรียบเทียบชัด ๆ ห้องปฏิบัติการมาตรฐานสากล VS ห้องปฏิบัติการทั่วไป
 
เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่เห็นภาพได้ง่ายและชัดเจนที่สุด เรามาดูข้อแตกต่างในแต่ละด้านกันเลยค่ะ
 
1. มาตรฐานและการรับรองระดับสากล (Accreditation)
 
ห้องปฏิบัติการมาตรฐานสากล: จะต้องผ่านการรับรองมาตรฐานสากลเฉพาะทางสำหรับห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ เช่น ISO 15189 หรือมาตรฐานระดับโลกอย่าง CAP (College of American Pathologists) จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งการจะได้มานั้นยากมากค่ะ ต้องผ่านการตรวจสอบระบบอย่างละเอียดทุกขั้นตอน ตั้งแต่การรับสิ่งส่งตรวจ เครื่องมือ บุคลากร ไปจนถึงการรายงานผล
 
ห้องปฏิบัติการทั่วไป: อาจมีเพียงใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลทั่วไป หรือผ่านมาตรฐานพื้นฐานในประเทศ แต่อาจจะยังไม่ได้เข้ารับการประเมินหรือผ่านการรับรองมาตรฐานสากลเฉพาะทางที่เข้มงวด ทำให้ระบบการควบคุมคุณภาพภายในอาจมีความสม่ำเสมอน้อยกว่า
 
2. เทคโนโลยีและเครื่องมือที่ใช้วิเคราะห์ (Technology & Platforms)
 
ห้องปฏิบัติการมาตรฐานสากล: เลือกใช้เทคโนโลยีการถอดรหัสพันธุกรรมขั้นสูง (Next-Generation Sequencing: NGS) จากแบรนด์ผู้พัฒนาเทคโนโลยีระดับโลก มีระบบ Automation (หุ่นยนต์อัตโนมัติ) มาช่วยลดความผิดพลาดที่เกิดจากมนุษย์ (Human Error) และใช้ Software ที่ได้รับการอนุมัติในระดับสากลเพื่อการประมวลผลที่แม่นยำ
 
ห้องปฏิบัติการทั่วไป: อาจใช้เครื่องมือขนาดเล็ก หรือเทคโนโลยีรุ่นเก่าที่มีข้อจำกัดในการอ่านผล หรือใช้ Software สำเร็จรูปทั่วไปที่อาจไม่ได้อัปเดตฐานข้อมูลความหลากหลายทางพันธุกรรม ส่งผลให้ความสามารถในการตรวจจับความผิดปกติบางประเภทลดลง
 
3. อัตราการเจาะเลือดซ้ำ (Redrawn Rate) และความแม่นยำ (Accuracy)
 
ห้องปฏิบัติการมาตรฐานสากล: มีการกำหนดเกณฑ์ fetal fraction หรือที่เราเรียกว่าสัดส่วน DNA ของลูกในเลือดคุณแม่ ที่เข้มงวดและแม่นยำ อ้างอิงตามแนวทางของสมาคมพันธุศาสตร์ทางการแพทย์ระดับสากล ทำให้มีอัตราการเจาะเลือดซ้ำต่ำมาก ซึ่งต่ำกว่า 1-2% และให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำสูงกว่า 99% โดยเฉพาะกลุ่มกลุ่มอาการดาวน์ซินโดรม (Trisomy 21), เอ็ดเวิร์ดซินโดรม (Trisomy 18) และพาทัวซินโดรม (Trisomy 13)
 
ห้องปฏิบัติการทั่วไป: อาจมีระบบการกรองคุณภาพ DNA ที่ไม่ดีพอ ทำให้บางครั้งรายงานผลออกมาทั้งที่ DNA ลูกมีปริมาณไม่เพียงพอ ซึ่งอาจนำไปสู่ผลลวงได้ หรือในทางกลับกัน อาจมีอัตราการเรียกคุณแม่กลับมาเจาะเลือดซ้ำบ่อยครั้งเพราะกระบวนการเตรียมตัวอย่างสารพันธุกรรมไม่มีประสิทธิภาพ
 
4. ทีมผู้เชี่ยวชาญและการให้คำปรึกษา (Expertise & Counseling)
 
ห้องปฏิบัติการมาตรฐานสากล: มีทีมนักวิทยาศาสตร์ด้านพันธุศาสตร์และที่ปรึกษาทางพันธุศาสตร์ (Genetic Counselors) คอยตรวจสอบผลและร่วมออกใบรายงานผลอย่างเป็นระบบ เมื่อมีผลผิดปกติ (ผลบวก) จะมีแนวทางรองรับและให้คำแนะนำที่ถูกต้องตามหลักวิชาการสากล
 
ห้องปฏิบัติการทั่วไป: อาจมีเพียงนักเทคนิคการแพทย์ทั่วไปในการรันเครื่องและออกผล โดยไม่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุศาสตร์ คอยให้คำปรึกษาเชิงลึก เมื่อผลมีปัญหา คุณพ่อคุณแม่มักจะต้องเคว้งคว้างและหาทางออกเอง
 
ข้อมูลอ้างอิงมาตรฐานสากลที่คุณพ่อคุณแม่ควรรู้
 
เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลนี้ถูกต้องตามหลักวิชาการระดับสากล ไม่ใช่โฆษณาชวนเชื่อ คุณพ่อคุณแม่สามารถตรวจสอบแนวทางการตรวจคัดกรองและการรับรองมาตรฐานห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ได้จากหน่วยงานกลางระดับโลกเหล่านี้ค่ะ
 
• College of American Pathologists (CAP): หน่วยงานที่ให้การรับรองมาตรฐานห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ที่เข้มงวดระดับโลก สามารถศึกษาเกณฑ์และการรับรองได้ที่ https://www.cap.org/ 
 
• International Organization for Standardization (ISO): มาตรฐาน ISO 15189 ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลสำหรับห้องปฏิบัติการทางการแพทย์โดยเฉพาะ สามารถดูรายละเอียดได้ที่ https://www.iso.org/standard/76677.html 
 
• The American College of Obstetricians and Gynecologists (ACOG): หน่วยงานที่ให้คำแนะนำและแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการตรวจคัดกรอง NIPT ในหญิงตั้งครรภ์ทุกคน สามารถศึกษาข้อมูลเชิงวิชาการได้ที่ https://www.acog.org/ 
 
การตรวจ NIPT เป็นการลงทุนเพื่อ "ความสบายใจ" ตลอดระยะเวลา 9 เดือนของการตั้งครรภ์ และเพื่อการวางแผนดูแลลูกน้อยอย่างดีที่สุดตั้งแต่เนิ่น ๆ
 
ดังนั้น การเลือกตรวจกับห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลอย่าง NGG Thailand จึงไม่ใช่แค่เรื่องของราคาที่แตกต่าง แต่คือเรื่องของ "ความแม่นยำที่คุณพ่อคุณแม่เชื่อถือได้" และ "ความปลอดภัยในทุกขั้นตอน" เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนและถูกต้องที่สุดสำหรับของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิตค่ะค่ะ
 
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
LINE ID: @nggthailand
โทร: 061-391-8999
 
#ตรวจคัดกรองดาวน์ซินโดรม #ตรวจNIPT #ExpandedCarrierScreening #ตรวจธาลัสซีเมีย #ตรวจพาหะ #ตรวจPGT #ตรวจโครโมโซมย้ายตัวอ่อน #Qualifi #QualifiPremium24 #Clarifi #illuminaUSA #JunoGenetics

LINE
FACEBOOK
TWITTER